8 ข้อแตกต่างเกี่ยวกับอาหาร ระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา ซึ่งคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน!!

หากใครที่เคยเดินทางไปหลายๆ ประเทศก็จะเป็นที่รู้กันดีว่าเรื่องของการวัฒนธรรมการกินของแต่ละที่นั้นก็จะแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง หรือบางทีก็อาจจะแตกต่างกันจนเป็นคนละขั้วจนถึงขั้นตั้งรับไม่ทันก็คงมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ

ด้วยเหตุนี้แล้ว #เหมียวจิวยี่ จึงจะมาช่วยให้เพื่อนๆ ได้เห็นความแตกต่างของวัฒนธรรมการกินของ 2 ประเทศยอดฮิตสำหรับคนไทยเรานั่นก็คือ ญี่ปุ่น กับ สหรัฐอเมริกา เพื่อที่ว่าเพื่อนๆ จะได้ไม่ต้องแปลกใจกันอีกต่อไปรวมถึงจะได้เตรียมตัวรับมือกับความต่างเหล่านี้ ที่บางทีอาจทำให้เรานึกว่านี่เราอยู่บนโลกเดียวกันหรือเปล่าเนี่ย..

 

1. อาหารญี่ปุ่นมักจะมีขนาดเล็กกว่าเสมอ

สำหรับชาวอเมริกันแล้ว การกินอาหารทั้งทีต้องกินให้เต็มที่ กินให้ท้องอืดท้องเฟ้อกันไปข้างนึง แถมอาหารของพวกเขายังมีขนาดที่เห็นแล้วต้องร้องว่า โอ้โห ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นอาหารหลักของพวกเขาคือข้าวเพียงถ้วยเล็กๆ เพียงเท่านั้น และยังประกอบไปด้วยสิ่งของที่ไม่น่าจะทำให้อิ่มท้องได้อย่าง ผักและปลาจำนวนมากด้วย

 

2. คนญี่ปุ่นไม่ชอบกินข้าวนอกบ้านมากนักเมื่อเทียบกับชาวอเมริกัน

จากการสำรวจของสำนักข่าว CNBC ในปี 2017 เผยให้เห็นว่าชาวอเมริกันมากกว่า 90% ไม่ชอบที่จะทำอาหารกินเอง รวมถึงกว่า 45% ที่บอกว่าเกลียดการทำอาหารแบบเข้าไส้เลย และส่วนมากพวกเขามักจะไปกินอาหารตามร้านอาหาร หรือกินฟาสต์ฟู้ดกันเสียมากกว่า

ซึ่งผลจากการสำรวจของ Journal of Environmental Public Health ก็ได้ออกมาเผยว่าการออกไปกินอาหารนอกบ้านส่วนใหญ่แล้วจะมีอัตราส่วนของผักและผลไม้ที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง

ขณะที่มีชาวญี่ปุ่นเพียง 16% เท่านั้นที่มักจะออกไปกินข้าวข้างนอกบ้านสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง นี่จึงเป็นข้อแตกต่างที่ค่อนข้างจะเห็นได้อย่างชัดเจน

 

3. อาหารการกินของชาวญี่ปุ่นจะมีความหลากหลายมากกว่า

งานวิจัยในปี 2018 ของวารสาร Nutrients ได้ออกมาเผยว่า มื้อปกติของชาวญี่ปุ่นนอกจาก ข้าว ปลา และผักต่างๆ แล้ว พวกเขามักจะมีเครื่องเคียงอีกอย่างน้อย 2 อย่างต่อมื้อเสมอๆ ซึ่งเครื่องเคียงนี้ก็จะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ฤดูกาล ชาวญี่ปุ่นจึงได้รับสารอาหารที่หลากหลายกว่าชาวอเมริกันที่นิยมกินแต่เนื้อสัตว์และนมเป็นหลัก

 

4. ผักและผลไม้เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของชาวญี่ปุ่น

ผลสำรวจจาก CDC ออกมาเปิดเผยว่ากว่า 90% ของชาวอเมริกันบริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ขณะที่ชาวญี่ปุ่นนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงอะไรเลย เพราะว่าในแต่ละมื้อของพวกเขาก็มักจะมีผักเป็นส่วนประกอบหลักๆ อยู่แล้ว

 

5. ในแต่ละมื้อของชาวญี่ปุ่นมักจะมีความสดใหม่เสมอ และส่วนมากมักจะไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปด้วย

ไม่ว่าจะเป็นอาหารของชาติไหน การปรุงแบบสดๆ ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าอาหารแบบแปรรูปแล้วเสมอ แล้วยิ่งชาวญี่ปุ่นที่ชอบทำอาหารกินเองด้วยแล้ว พวกเขาจึงได้ประโยชน์ของข้อนี้ไปเต็มๆ ขณะที่ชาวอเมริกันมักจะชอบกินขนมปัง อาหารกล่อง หรือของที่แช่เอาไว้เป็นเวลานาน จึงไม่ค่อยเป็นผลดีต่อสุขภาพมากนัก

 

6. อาหารญี่ปุ่นมักจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบเสมอ และส่วนมากพวกเขาจะไม่ดื่มน้ำเปล่าในระหว่างมื้อด้วย

ในประเทศญี่ปุ่น อาหารประเภทซุปถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนที่เป็นส่วนประกอบหลักของมื้อ อย่างเช่นราเมน หรืออุด้ง ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงได้น้ำอย่างเพียงพอตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องกินน้ำเปล่าตามหลังแต่อย่างใด แต่ถ้ารู้สึกคอแห้งจริงๆ ในมื้อนั้นๆ พวกเขาก็จะกินน้ำให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้

 

7. การกินอาหารรสชาติ ‘อูมามิ’ ของชาวญี่ปุ่นทำให้การกินผักง่ายยิ่งขึ้น

ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่ชอบในรสชาติของผักที่บางครั้งมันก็ขมและออกฝาดๆ แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้วพวกเขาเลือกที่จะใช้รสชาติที่ 5 ที่เพิ่งถูกค้นพบอย่าง ‘รสอูมามิ’ มาช่วยให้การกินผักของพวกเขาง่ายยิ่งขึ้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาจึงมีสุขภาพดีนั่นเอง

 

8. ชาวญี่ปุ่นใช้ ‘ปลา’ เป็นแหล่งโปรตีนหลัก

ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าโปรตีนสำคัญกับร่างกายเราขนาดไหน ทว่าชาวญี่ปุ่นส่วนมากก็เลือกที่จะใช้โปรตีนจากปลาและถั่วเหลืองมากกว่าที่จะใช้โปรตีนจากสัตว์เนื้อแดงที่มีไขมันมากกว่า แต่สำหรับชาวอเมริกันเนื้อสัตว์นี่เป็นเหมือนกับของโปรดเลยล่ะ..

 

ที่มา: thisisinsider

หวังว่าผู้อ่านจะชื่นชอบบทความนี้ และถ้าใครอยากรับโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด แถมข้อมูลพาเที่ยวที่แปลกๆ อย่างครบครัน อย่าลืมกดติดตามเพจ เหมียวพาเที่ยว by CatDumb เพื่อให้ไม่พลาดทุกข่าวสารก่อนใครเลยนะครับ...

คิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....